ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 3/2569

วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569 โดยมี ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุม และมี ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ. เป็นเลขานุการการประชุม ซึ่งที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาและมีมติที่สำคัญ ดังนี้

1. เห็นชอบ แนวปฏิบัติระบบติดตามการดำเนินการทางวินัย การอุทธรณ์และร้องทุกข์ของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (Teachers and Educational Personnel Disciplinary and Appeal Tracking System: TEP-Distrack)

สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้ดำเนินการพัฒนาระบบติดตามการดำเนินการทางวินัย การอุทธรณ์และร้องทุกข์ของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (Teachers and Educational Personnel Disciplinary and Appeal Tracking System: TEP-Distrack) และได้จัดทำแนวปฏิบัติฯ เพื่อใช้เป็นกรอบในการกำกับ ติดตาม การดำเนินการทางวินัย การอุทธรณ์ และร้องทุกข์ ของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

โดย ก.ค.ศ. มีมติเห็นชอบแนวปฏิบัติในการนำระบบ TEP-Distrack ไปใช้เป็นเครื่องมือในการกำกับ ติดตาม และรายงานผลการดำเนินการทางวินัย การอุทธรณ์ และร้องทุกข์ ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ การกำหนดแนวปฏิบัติดังกล่าวอยู่ภายใต้ขอบเขตอำนาจหน้าที่ของ ก.ค.ศ. ตามมาตรา 19 และมาตรา 104 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากร ทางการศึกษา พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

ระบบ TEP-Distrack ถือเป็นเครื่องมือในการกำกับ ติดตาม และบริหารจัดการข้อมูลการดำเนินการทางวินัย การอุทธรณ์ และร้องทุกข์ในรูปแบบดิจิทัล โดยไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอำนาจหน้าที่หรือขั้นตอนการดำเนินการ

ทางวินัย การอุทธรณ์ และร้องทุกข์ตามที่กฎหมายกำหนด เป้าหมายสำคัญเพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินการให้สามารถติดตามขั้นตอนได้อย่างต่อเนื่อง โปร่งใสและตรวจสอบได้ นอกจากนี้ยังใช้เป็นฐานข้อมูลเชิงสถิติและเชิงบริหารสำหรับใช้ประกอบการกำหนดนโยบายและแนวทางป้องกันปัญหาด้านวินัย อุทธรณ์ และร้องทุกข์ในภาพรวมของประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับบทบาทของสำนักงาน ก.ค.ศ. ในฐานะองค์กรกลาง

ในการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

2. เห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ตำแหน่งประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ

เนื่องจากหลักเกณฑ์และวิธีการฯ เดิม ซึ่งใช้ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)

(ว 22/2559) และสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) (ล 1011/2557) ได้ใช้มาเป็นระยะเวลานาน จึงมีบางประเด็นที่ไม่สอดคล้องกับบริบทและกลไกการบริหารงานของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ในปัจจุบัน

ดังนั้น เพื่อให้การคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาอื่น

ตามมาตรา 38 ค. (2) ตำแหน่งประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ มีความเหมาะสม สอดคล้องกับบริบทการปฏิบัติงานในปัจจุบัน รวมทั้งมีความคล่องตัว รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทางราชการ จึงได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการดังกล่าว โดยปรับกระบวนการคัดเลือกให้สอดคล้องกับสภาพการปฏิบัติงานจริง และสามารถรองรับกรณีที่มีความจำเป็นหรือเหตุสุดวิสัยได้อย่างเหมาะสม พร้อมทั้งเปิดโอกาส ให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสามารถรวมเขตพื้นที่หรือร่วมกันออกข้อสอบ เพื่อความคุ้มค่าและลดค่าใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐในการดำเนินการคัดเลือกและการบริหาร จัดการเกี่ยวกับการคัดเลือกได้

ทั้งนี้ ให้ยกเลิกหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้ง เป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ตำแหน่งประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ สังกัดสำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ว 22/2559) และสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (ล 1011/2557)

3. เห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

เพื่อให้การคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สามารถคัดกรองบุคคลผู้ซึ่งมีความรู้ความสามารถตรงตามลักษณะงาน ตามมาตรฐานตำแหน่ง มีทักษะ มีประสบการณ์ที่เหมาะสม รวมทั้งมีศักยภาพในการพัฒนา การจัดการศึกษาสามารถขับเคลื่อนการบริหารงานบุคคลในเขตพื้นที่การศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา จึงเห็นควรปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการ คัดเลือกฯ ตาม ว 10/2568 โดยมีสาระสำคัญในการปรับปรุง ดังนี้

1) กำหนดระยะเวลาในการขึ้นบัญชีผู้ได้รับการคัดเลือก ให้ขึ้นบัญชีแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มทั่วไป และกลุ่มประสบการณ์ โดยกำหนดระยะเวลาขึ้นบัญชีไม่เกินสองปี นับตั้งแต่วันที่ประกาศขึ้นบัญชีผู้ได้รับการคัดเลือก เว้นแต่มีการประกาศขึ้นบัญชีผู้ได้รับการคัดเลือกครั้งใหม่ บัญชีผู้ได้รับการคัดเลือกครั้งก่อนเป็นอันยกเลิก

2) จำนวนผู้มีสิทธิเข้ารับการประเมิน ภาค ข และ ภาค ค ให้ประกาศรายชื่อผู้ที่ผ่าน ภาค ก เรียงลำดับ

ตามเลขประจำตัวผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือก จำนวนไม่เกินสี่เท่าของจำนวนตำแหน่งว่างที่ประกาศรับสมัคร

3) หลักสูตรการคัดเลือก การประเมินภาค ก กำหนดให้นำการประเมินผลงานมารวมไว้ด้วย

ทั้งนี้ สาระสำคัญอื่นยังคงกำหนดไว้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ว 10/2568

4. เห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ

เนื่องจากหลักเกณฑ์และวิธีการฯ เดิม (ว 16/2557) ได้มีการบังคับใช้มาช่วงระยะเวลาหนึ่ง ทำให้แนวทางการดำเนินการ วิธีการ และหลักสูตรการคัดเลือกอาจไม่สอดคล้องกับบริบทการจัดการศึกษาในปัจจุบันของแต่ละส่วนราชการ สำนักงาน ก.ค.ศ. จึงได้รวบรวมข้อมูล ความคิดเห็นและปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ดังกล่าว เพื่อให้การคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ตรงตามความต้องการจำเป็นของแต่ละส่วนราชการ สอดคล้องกับบริบทการจัดการศึกษาที่เปลี่ยนแปลงไป และได้มาซึ่งบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ คุณธรรม จริยธรรม ตลอดจนมีประสบการณ์การปฏิบัติหน้าที่ในสถานศึกษา มีจิตวิญญาณความเป็นครู และมีศักยภาพในการพัฒนาผู้เรียนได้อย่างต่อเนื่อง อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษา

และเพื่อให้การปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ครอบคลุมทุกกรณี สอดคล้องกับบริบท การจัดการศึกษาที่เปลี่ยนแปลงไป และเป็นมาตรฐานเดียวกัน จึงได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ว 17/2557 (เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ฯ) ซึ่งใช้สำหรับคัดเลือกผู้มีสมบัติตามข้อ 2.6 ของหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ว 16/2557 ซึ่งเป็นพนักงานราชการ ลูกจ้างประจำฯ ที่ปฏิบัติหน้าที่สอนในสถานศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ฯ ด้วย โดยกำหนดรายละเอียดการปรับปรุงเช่นเดียวกับการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการฯ 16/2557

5. เห็นชอบ การกำหนดขนาดสถานศึกษา รายละเอียดตัวชี้วัดและคะแนนในการประเมินตามองค์ประกอบการประเมินศักยภาพของผู้ประสงค์ขอย้าย ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปี พ.ศ. 2569

สืบเนื่องจากหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ตาม ว 9/2567 ได้กำหนดให้ส่วนราชการกำหนดขนาดสถานศึกษา รายละเอียดตัวชี้วัดและคะแนนในการประเมินตามองค์ประกอบการประเมินศักยภาพของผู้ประสงค์ขอย้าย ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา และแจ้งสำนักงาน ก.ค.ศ. เพื่อเสนอ ก.ค.ศ. พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน ดังนั้น เพื่อให้การพิจารณาการย้ายผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปี พ.ศ. 2569 เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โปร่งใส และเป็นธรรม ก.ค.ศ. จึงได้พิจารณาและเห็นชอบการกำหนดขนาดสถานศึกษาของส่วนราชการ และการกำหนดรายละเอียดตัวชี้วัดและคะแนนในการประเมินตามองค์ประกอบการประเมินศักยภาพของผู้ประสงค์ขอย้าย ดังนี้

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กำหนดขนาดสถานศึกษาตามจำนวนนักเรียน เป็น 4 ขนาด ดังนี้

– สถานศึกษาขนาดเล็ก จำนวนนักเรียน ตั้งแต่ 119 คนลงมา

– สถานศึกษาขนาดกลาง จำนวนนักเรียน ตั้งแต่ 120 – 719 คน

– สถานศึกษาขนาดใหญ่ จำนวนนักเรียน ตั้งแต่ 720 – 1,679 คน

– สถานศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ จำนวนนักเรียน ตั้งแต่ 1,680 คนขึ้นไป

ในส่วนของ “ส่วนราชการอื่น” ให้กำหนดขนาดสถานศึกษาได้ตามความเหมาะสม

การกำหนดรายละเอียดตัวชี้วัดและคะแนนในการประเมินตามองค์ประกอบการประเมินศักยภาพของผู้ประสงค์ขอย้าย ประกอบด้วย

1. ความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการศึกษา

2. ประสบการณ์ในการบริหารสถานศึกษา

3. ผลงานที่เกิดจากการปฏิบัติงานในหน้าที่/คุณภาพการปฏิบัติงาน

(ไม่กำหนดตัวชี้วัดเกี่ยวกับ “การแก้ปัญหานักเรียนหลุดออกจากระบบการศึกษา (Dropout)” และ “อัตราการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักเรียนในสถานศึกษาที่ดำรงตำแหน่งอยู่”

4. วิสัยทัศน์ในการบริหารจัดการศึกษา

5. การพัฒนาตนเองและพัฒนาวิชาชีพ

6. การมีความประพฤติและค่านิยมสร้างสรรค์ มีความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์ของชาติไทย มีจิตสำนึกรักความเป็นไทย มีคุณธรรมจริยธรรม ค่านิยมและหลักคิดที่ถูกต้องต่อชาติบ้านเมือง สถาบันสำคัญของชาติ และการเป็นพลเมืองที่ดี

7. ผลการประเมินตามข้อตกลงในการพัฒนางาน (Performance Agreement: PA)

6. อนุมัติ ย้ายและแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ให้ดำรงตำแหน่งและวิทยฐานะเดิม ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งใหม่ จำนวน 19 ราย

7. อนุมัติ บรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้ได้รับการคัดเลือก ซึ่งขึ้นบัญชีรอการบรรจุ ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 5 ราย

8. อนุมัติ ย้ายและแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ให้ดำรงตำแหน่งและวิทยฐานะเดิม ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งใหม่ จำนวน 11 ราย

9. อนุมัติ บรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้ได้รับการคัดเลือก ซึ่งขึ้นบัญชีรอการบรรจุ ให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 11 ราย